ศธ.กระจายอำนาจเขตการศึกษา หวังคุณภาพโรงเรียนในพื้นที่ดีขึ้น

คณกรรมกระทรวงศึกษาธิการ

Print Friendly

พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า กระทรวงศึกษาธิการเตรียมทำโครงการนำร่องการกระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ภายใต้ชื่อโครงการ “ปฏิรูปสู่การปฏิบัติ” มีเป้าหมายเพื่อให้เขตพื้นที่การศึกษาที่เข้าโครงการได้ทดลองบริหารจัดการด้านต่างๆ ด้วยตัวเอง ทั้งการบริหารงบประมาณ การบริหารบุคลากร และการบริหารวิชาการ โดยคาดหวังว่า เมื่อเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา มีอำนาจบริหารจัดการได้โดยอิสระมากขึ้นแล้ว จะสามารถจัดการกับปัญหาอุปสรรคของการจัดการศึกษาในพื้นที่ได้ เพื่อให้คุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนในพื้นที่ดีขึ้น

“ที่ผ่านมามักพูดกันว่า โรงเรียนและเขตพื้นที่ไม่สามารถตัดสินใจดำเนินการอะไรได้ด้วยตัวเอง ขาดอิสระ เพราะอำนาจการบริหารจัดการต่างๆ ยังคงอยู่ที่ส่วนกลาง ทั้งๆ ที่กฎหมายกำหนดให้โรงเรียนมีสถานะเป็นนิติบุคคล แต่ที่ผ่านมาการบริหารจัดการด้วยตนเองของโรงเรียนก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง เมื่อเขตพื้นที่การศึกษาหรือสถานศึกษา จะดำเนินการเรื่องใดๆ จะต้องเสนอขอความเห็นชอบจากส่วนกลางก่อน ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียเวลาเป็นเดือน การแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่จึงไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลกระทบถึงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและตัวผู้เรียน เพราะฉะนั้นจึงมีการหารือกันว่า จะมีการทำโครงการนำร่องการกระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาโดยตรง คัดเลือกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 20 แห่ง จากทุกภูมิภาคและโรงเรียน จำนวน 300 แห่ง ในเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 20 เขตนี้ มาร่วมโครงการ” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ทั้งนี้ พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวต่อว่า เขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 20 แห่งนี้ จะเป็นผู้คัดเลือกโรงเรียนเข้าร่วมโครงการเอง โดยเลือกโรงเรียนที่ยังมีผลการจัดการเรียนการสอนระดับต่ำเขตละ 15 โรงเข้าร่วมโครงการ ในเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 20 แห่งนี้ จะได้รับงบประมาณเป็นก้อน มีสถานะเป็นซีอีโอในพื้นที่รับมอบอำนาจจากส่วนกลางไปบริหารจัดการเอง ทั้งในเรื่องงบประมาณ หลักสูตรการเรียนการสอน รวมถึงการจัดหาบุคลากร โดยจะเริ่มดำเนินการโครงการดังกล่าวในวันที่ 1 ม.ค.58 เป็นต้นไป ต่อจากนั้นจะมีการประเมินทุก 3 เดือนว่า หลังจากที่กระทรวงศึกษาธิการได้มอบอำนาจให้โรงเรียน และเขตพื้นที่บริหารจัดการกันเองนั้น มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทิศทางที่ดีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากกลุ่มโรงเรียนที่นำร่องเหล่านี้ประสบความสำเร็จ ก็จะขยายการกระจายอำนาจดังกล่าวครอบคลุมทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม โครงการนำร่องกระจายอำนาจนี้ ตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนในพื้นที่ เพราะคาดหวังว่า เมื่อเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษามีอิสระ ในการบริหารจัดการมากขึ้นแล้ว จะสามารถบริหารจัดการงานในพื้นที่ได้ตรงตามความต้องการ และตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดในพื้นที่ได้มากขึ้น

ที่มา : แนวหน้า

 

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น