คัด 300 โรงเรียนผลการเรียนต่ำ นำร่องกระจายอำนาจทุกด้าน 100% โอนงบให้บริหารเอง-ดีเดย์ 1 ม.ค.ปี 58

โรงเรียน - ครูระยอง

Print Friendly

พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.ว่า ศธ.เตรียมทำโครงการนำร่องการกระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ภายใต้ชื่อโครงการการปฏิรูปสู่การปฏิบัติ มี เป้าหมายเพื่อให้เขตพื้นที่ฯที่เข้าโครงการได้ทดลองบริหารจัดการด้านต่างๆ ด้วยตัวเอง ทั้งการบริหารงบประมาณ การบริหารบุคลากร และการบริหารวิชาการ โดยคาดว่าเมื่อเขตพื้นที่ฯ และสถานศึกษามีอำนาจบริหารจัดการได้โดยอิสระมากขึ้นแล้ว จะสามารถจัดการกับปัญหาอุปสรรคของการจัดการศึกษาในพื้นที่ได้ เพื่อให้คุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนในพื้นที่ดีขึ้น

“ที่ผ่านมา มักพูดกันว่าโรงเรียนและเขตพื้นที่ฯไม่สามารถตัดสินใจดำเนินการอะไรได้ด้วยตัวเอง ขาดอิสระ เพราะอำนาจการบริหารจัดการต่างๆ ยังคงอยู่ที่ส่วนกลาง ทั้งที่กฎหมายกำหนดให้โรงเรียนมีสถานะเป็นนิติบุคคล แต่ที่ผ่านมาการบริหารจัดการด้วยตนเองของโรงเรียนก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง เมื่อเขตพื้นที่ฯหรือสถานศึกษา จะดำเนินการเรื่องใดๆ จะต้องเสนอขอความเห็นชอบจากส่วนกลางก่อน ซึ่งมีขั้น ตอนที่ยุ่งยากและเสียเวลาเป็นเดือน การแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่จึงไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผล กระทบถึงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและ ผู้เรียน ฉะนั้น จึงหารือกันว่าควรทำโครงการนำร่องการกระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่ฯและสถานศึกษาโดยตรง โดยได้คัดเลือกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 20 แห่ง จากทุกภูมิภาค และให้แต่ละเขตพื้นที่ฯคัดเลือกโรงเรียนที่จะเข้าร่วมนำร่องเขตละ 15 โรงเรียน รวมจำนวน 300 แห่ง” รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าว

รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวต่อว่า สำหรับโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายนั้น จะเน้นให้เลือก โรงเรียนที่ยังมีผลการจัดการเรียนการสอนระดับต่ำ โดยจะเริ่มโครงการในวันที่ 1 มกราคม 2558 จากนั้นจะประเมินทุก 3 เดือน ว่าหลังจากมอบอำนาจให้โรงเรียนและเขตพื้นที่บริหารจัดการเองนั้น มีความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากกลุ่มโรงเรียนที่นำร่องเหล่านี้ประสบความสำเร็จ ก็จะขยาย การกระจายอำนาจดังกล่าวครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งนี้ โครงการนำร่องนี้ ตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนในพื้นที่ เพราะคาดว่าเมื่อเขตพื้นที่ฯและสถานศึกษามีอิสระในการบริหารจัดการมากขึ้นแล้ว จะสามารถบริหารจัดการงานในพื้นที่ได้ตรงตามความต้องการและตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดในพื้นที่ได้มากขึ้น

ที่มา : moe

 

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น