ปฏิรูปการศึกษาไม่จำเป็นต้องนับหนึ่งใหม่ ชี้เรื่องด่วนต้องแก้อ่าน-เขียนไม่ได้

ปฏิรูป นโยบายของการศึกษาไทย

Print Friendly

จากการอภิปรายเรื่อง “ปฏิรูปคุณภาพการศึกษาไทย เพื่ออนาคตประเทศไทย” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดร.ชัยพัฒน์ สหัสกุล กรรมการประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า การจะปฏิรูปการศึกษาให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด แต่ควรหยิบสิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์ นอกจากนี้ตนไม่อยากให้สังคมโทษแต่ครูผู้สอน เมื่อพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนตกต่ำ แต่ต้องโทษศึกษานิเทศก์ด้วยว่า นิเทศ หรือให้คำแนะนำอย่างไรถึงทำให้โรงเรียนมีปัญหาคุณภาพการศึกษา เพราะศึกษานิเทศก์เป็นคนสำคัญที่ต้องมาร่วมแก้ปัญหา หรือพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา ดังนั้นจึงอยากเสนอให้มีการประเมินการทำงานของศึกษานิเทศก์แต่ละเขตพื้นที่การศึกษาด้วย

“โรงเรียนแต่ละแห่งมีบริบทแตกต่างกัน การวัดประเมินผลคุณภาพการศึกษาจึงควรแตกต่างกันด้วย ผมอยากเสนอให้มีการแยกสถาบันการศึกษาตามบริบท หรือคุณภาพ ไม่อยากให้ใช้ไม้บรรทัดอันเดียวกันวัดประเมินผลโรงเรียนทั้งหมด มิฉะนั้นโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงโรงเรียนตามชายขอบต่าง ๆ ก็คงตกการประเมินซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังนั้นทางที่ดีควรประเมินด้วยการพิจารณาผลงานเดิมเทียบกับผลงานปัจจุบันของแต่ละโรงเรียน” ดร.ชัยพัฒน์กล่าว
ด้าน ดร.ธานี จันทร์นาง ครูชำนาญการโรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ทุกวันนี้ครูส่วนใหญ่เมื่อสอบบรรจุเข้ามาเป็นข้าราชการครูได้แล้ว จะไม่มีการพัฒนาตนเอง สอนเด็กปีนี้อย่างไรปีหน้าก็จะสอนแบบนั้น จึงอยากฝากถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่า เหตุใดจึงไม่ส่งเสริมให้ครูได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และนำผลที่ได้จากการอบรมพัฒนามาประเมินคุณภาพครู โดยเฉพาะการประเมินวิทยฐานะ ควรพิจารณาว่าสิ่งที่ครูไปอบรมมานั้น ได้นำมาใช้ถ่ายทอดความรู้ และพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของเด็กให้สูงขึ้นได้หรือไม่ หากทำได้ก็ให้วิทยฐานะไปเลย ไม่ใช่เน้นแต่การทำตำรา หรือรายงานหนา ๆ มาส่ง และตรวจสอบเพียงกั้นหน้ากั้นหลังว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงโดยด่วน

“ปัญหาคุณภาพเด็กไทยสิ่งแรกที่ต้องเร่งแก้ไข คือ การอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ซึ่งผมไม่อยากให้เป็นภาระของครูผู้สอนวิชาภาษาไทยเท่านั้น เพราะครูทุกคนสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ ผมเป็นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ สอน เท่าไหร่เด็กก็ไม่รู้เรื่อง ผมจึงใช้เวลา 1 เทอมแรกติวเข้มการอ่าน และเขียนภาษาไทยก่อน ปรากฏว่าเทอมต่อมาเด็กมีความเข้าใจและสามารถตีโจทย์ปัญหาต่าง ๆ ได้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ปัญหา เพราะแม้กระทรวงศึกษาธิการจะทุ่มเงินลงมาพัฒนาคุณภาพการศึกษาเท่าไหร่ แต่หากเด็กยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เงินที่ทุ่มลงมาก็เปล่าประโยชน์” ดร.ธานีกล่าว.

ที่มา : moe

 

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น