เด็กไทยรั้งรองบ๊วยทักษะไอซีที แนะครูสอนแบบเน้นคิดวิเคราะห์

สถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

Print Friendly

ดร.ชัยวุฒิ เลิศวนสิริวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายนวตกรรมเพื่อการเรียนรู้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวว่า ประเทศไทยโดย สสวท.ได้เข้าร่วมการโครงการศึกษาวิจัยนานาชาติการเรียนรู้คอมพิวเตอร์และสารสนเทศ (International Computer and Information Literacy Study : ICILS) จัดโดยสมาคมนานาชาติที่ทำหน้าที่ประเมินผลด้านการศึกษา (The International Association for the Evaluation of Education Achievemant (IEA)

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลเกี่ยวกับการเรียนรู้คอมพิวเตอร์และสารสนเทศของนักเรียน ม.2 (Grade 8) โดยสอบถามผู้บริหารโรงเรียน ครู นักเรียน และผู้รับผิดชอบด้านไอซีทีของโรงเรียนในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์และสารสนเทศ มีประเทศที่เข้าร่วมการประเมิน 20 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา แคนาดา สวิสเซอร์แลนด์ ชิลี โครเอเซีย สาธารณรัฐเช็ค เดนมาร์ก ฮ่องกง เยอรมนี เกาหลีใต้ ลิธัวเนีย เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ สาธารณรัฐสโลวัค สโลวีเนีย รัสเซีย ตุรกี และไทย รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 59,430 คน

ทั้งนี้ เหลือประเทศที่ร่วมประเมินจริง 14 ประเทศ ส่วนประเทศไทย ส่งนักเรียนชั้น ม.2 เข้ารับการประเมิน 3,646 คน จากสถานศึกษา 198 โรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานการศึกษา กรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น และโรงเรียนสาธิตสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา โดยนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัด สพฐ.ร่วมการประเมินมากสุดถึง 1,197 คน จาก 64 โรงเรียน คิดเป็น 32% ของจำนวนนักเรียนที่ร่วมการประเมินทั้งหมด

ดร.ชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ทางโครงการได้กำหนดให้ค่าคะแนนเฉลี่ยของผลการทดสอบ เท่ากับ 500 คะแนน ผลประเมินพบว่า ประเทศไทยได้คะแนนรองสุดท้าย ส่วนประเทศที่ได้คะแนนอันดับหนึ่ง คือ สาธารณรัฐเช็ค ได้คะแนนเฉลี่ย 553 คะแนน รองลงมาคือ ออสเตรเลีย 542 คะแนน โปแลนด์ นอร์เวย์ 537 คะแนน เกาหลีใต้ 536 คะแนน เยอรมนี 523 คะแนน สาธารณรัฐสโลวัค 517 คะแนน รัสเซีย 516 คะแนน โครเอเซีย 512 คะแนน และสโลวีเนีย 511 คะแนนลิธัวเนีย 494 คะแนน ชิลี 487 คะแนน ไทย 373 คะแนน และตุรกี 361 คะแนน

“ผลการประเมินพบว่า คะแนนมีความสัมพันธ์กับค่าดรรชนีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Development Index) ของแต่ละประเทศ ซึ่งวัดจากความสามารถในการเข้าอินเทอร์เนต การใช้งานโทรศัพท์มือถือ จำนวนครัวเรือนที่มีคอมพิวเตอร์ ประเทศที่มีดรรชนีการพัฒนา ICT สูง แนวโน้มได้คะแนนสูงตาม ซึ่งในส่วนของประเทศไทย ค่าดรรชนี ICT ต่ำสุดแค่ 3.54 ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่สูงกว่า 6 นอกจากนั้น ปัจจัยสำคัญอีกประการที่มีผลต่อคะแนน คือ พื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจ เห็นได้ชัดในกรณีของไทย โรงเรียนสาธิตซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ฐานะดี มีคอมพิวเตอร์ใช้ที่บ้าน ทำคะแนนได้สูงมาก สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับนานาชาติ”

ดร.ชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า เมื่อแยกตามสังกัดสถานศึกษา พบว่า นักเรียนในโรงเรียนสาธิต ได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุด 518 คะแนน รองลงมาคือโรงเรียนเอกชนสังกัด สช.395 คะแนน โรงเรียนมัธยมสังกัด สพฐ.382 คะแนน โรงเรียนสังกัด กทม.377 คะแนน โรงเรียนสังกัดเทศบาล/ท้องถิ่น 346 คะแนน และโรงเรียนขยายโอกาสสังกัด สพฐ.330 คะแนน จะเห็นได้ว่า คะแนนของโรงเรียนสาธิตห่างจากโรงเรียนขยายโอกาส ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวฐานะยากจนถึงกว่าร้อยคะแนน และถ้าแยกตามขนาดโรงเรียน โรงเรีนขนาดใหญ่ทำคะแนนเฉลี่ยได้ดีกว่า โดยทำได้ 410 คะแนน ขณะที่โรงเรียนขนาดกลาง ได้ 345 คะแนน และโรงเรียนขนาดเล็กที่นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กด้อยโอกาส 331 คะแนน เพราะฉะนั้น สถานะของผู้ปกครองมีผลต่อคะแนนอย่างชัดเจน นักเรียนไทยถึง 61% ผู้ปกครองมีพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ นักเรียนกลุ่มนี้ทำคะแนนเฉลี่ย 349 นักเรียนที่มีผู้ปกครองมีฐานะปานกลาง มีร้อยละ 27 ทำคะแนนได้ 399 และนักเรียนที่ผู้ปกครองฐานะดี ร้อยละ 13 ทำคะแนนได้ 445 นอกจากนั้นพบว่า ครอบครัวที่มีคอมพิวเตอร์ที่บ้าน นักเรียนมีคะแนนสูงขึ้น แต่นักเรียนของไทยถึง 1 ใน 4 ไม่มีคอมพิวเตอร์ที่บ้าน

“สาเหตุที่ทำให้นักเรียนไทยได้คะแนนน้อย ยังมาจากกระบวนการจัดการเรียนการสอนวิชาไอซีทีด้วย ข้อสอบที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ ไม่ได้วัดความจำ แต่จะวัดความสามารถในการประยุกต์ใช้ทักษะด้านไอซีทีในชีวิตจริง เป็นข้อสอบเน้นคิดวิเคราะห์ แต่หลักสูตรของไทยเอาวิชาคอมพิวเตอร์ไปรวมอยู่นกลุ่มสาระการงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี แถมมีปัญหาขาดแคลนคอมพิวเตอร์ ทำให้นักเรียนไม่มีโอกาสฝึกฝนทักษะได้ดีเพียงพอ ซ้ำการเรียนส่วนใหญ่เน้นท่องจำ เน้นการเรียนรู้การใช้งานโปรแกรมต่างๆ ไม่เน้นคิดวิเคราะห์ ครูไม่ได้สอนให้เด็กประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง รวมถึงไม่มีการนำสื่อไอซีทีไปใช้ในการเรียนการสอนวิชาอื่นๆ นอกจากวิชาคอมพิวเตอร์ แม้แต่ตัวครูเองพบว่า ครูไทยร้อยละ 8 ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยนานาชาติอยู่ที่ร้อยละ 5”

ที่มา : แนวหน้า

39 total views, 2 views today

 

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น