ศธ. จ่อยกเลิกแอดมิชชั่น ปี 2561 ลดความเหลื่อมล้ำของเด็ก

ศธ. จ่อยกเลิกแอดมิชชั่น ปี 2561 ลดความเหลื่อมล้ำของเด็ก

Print Friendly

นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังมีการหารือร่วมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และผู้แทนจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เรื่องระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา โดยระบุว่า ในที่ประชุมได้มีการอภิปรายถึงระบบในปัจจุบันซึ่งเด็กต้องวิ่งรอกสอบ ทั้งยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เด็กซึ่งมีฐานะดีกว่าจะมีโอกาสสูงกว่าเด็กที่มีฐานะด้อยกว่า

ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่ข้อสรุปว่า จะต้องมีการปรับระบบการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ในปีการศึกษา 2561 เนื่องจากปีการศึกษา 2560 มหาวิทยาลัยได้มีการประกาศ ปฏิทินการจัดสอบไปแล้ว

โดยระบบใหม่จะจัดช่วงเวลาการสอบเพื่อนำคะแนนไปใช้ในการเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษา ภายหลังจากที่เด็กเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้ว โดยจะอยู่ประมาณกลางเดือนมีนาคม จากนั้นจึงเปิดมหกรรมการสอบทั้งการสอบวิชาความถนัดทั่วไป (GAT) การสอบวิชาความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ (PAT) และการสอบวิชาสามัญ 9 วิชาซึ่งเป็นวิชาที่ใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยจะใช้เวลาในการจัดสอบวิชาต่าง ๆ ประมาณ 6 สัปดาห์ ถึง 2 เดือน ทั้งนี้จะไม่ให้มีการเปิดสอบรับตรงนอกช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อลดปัญหาการวิ่งรอกสอบ

จากนั้นเมื่อเด็กทราบคะแนนจากการสอบแล้ว จึงเปิดให้เลือกสาขาวิชาที่ต้องการเรียนได้ 4 อันดับ จากนั้นทางมหาวิทยาลัยจะคัดเลือกเด็กตามลำดับคะแนน และแจ้งผลการคัดเลือกกลับมาที่ส่วนกลางเพื่อเข้าสู่ระบบเคลียริงเฮาส์ ซึ่งจะมีทั้งหมด 2 รอบ โดยในรอบแรกหลังจากทางมหาวิทยาลัยแจ้งเด็กกลับไปแล้วว่าได้รับคัดเลือกกี่แห่ง หากเด็กยังไม่พอใจในคณะ/สาขาที่สอบได้ ก็สามารถนำคะแนนไปเข้าในระบบเคลียริงเฮาส์รอบที่ 2 แต่หากเด็กเลือกเข้าเรียนในคณะที่สอบได้ในรอบแรกแล้ว จะถูกตัดสิทธิ์ออกจากการเคลียริงเฮาส์รอบที่ 2 ทันที และหากเดินหน้าใช้ระบบรับตรงกลางร่วมกัน จะไม่อนุญาตให้มหาวิทยาลัยไปเปิดรับตรงเอง หากจะให้เปิดรับก็ต้องมีเหตุผลที่ดีมาชี้แจงให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรับทราบ

สำหรับระบบดังกล่าวซึ่งเรียกว่าการรับตรงกลางร่วมกัน คาดว่าจะสามารถรับเด็กเข้าเรียนได้ราว 90% ส่วนที่เหลืออีก 10% เด็กสามารถไปสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ยังมีที่นั่งว่างได้โดยตรงอีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งในอนาคตก็อาจไม่จำเป็นต้องมีระบบแอดมิชชั่นกลางอีกต่อไป ซึ่งแม้จะดูคล้ายกลับไปใช้ระบบเอนทรานซ์ แต่ระบบนี้จะทำให้เด็กรู้คะแนนล่วงหน้า เพื่อให้สามารถประมาณตนเองได้ว่าจะไปแข่งกับใคร ในหลักสูตรใด

ที่มา : สยามรัฐ

 

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น