Tag Archives: นโยบาย

ชง13 ร่าง กม.ปฏิรูปการศึกษา หวังขับเคลื่อนทั้งระบบ

ปฏิรูป นโยบายของการศึกษาไทย

นายศรีราชา วงศารยางกูร ผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้เชิญคลังสมองด้านการศึกษา มาร่วมกันหาแนวทางและข้อเสนอแนะประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา โดยครอบคลุมทั้งเรื่องของการปรับปรุงกฎหมาย โครงสร้างหน่วยงานทางการศึกษา หลักสูตรการสอน การบริหารบุคคล การถ่ายโอนอำนาจให้สถานศึกษา และจากการรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง ทำให้พบว่าเกิดปัญหาทั้งระบบ อาทิ ปัญหาด้านงบประมาณที่ได้รับสูงแต่สวนทางกับประสิทธิภาพการใช้เงิน ด้านบุคลากรมีปริมาณมากกว่างานและมีกระบวนการทำงานที่ล่าช้า ด้านคุณภาพครูที่เร่งผลิตผลงานวิชาการแต่คุณภาพนักเรียนลดลง สถานศึกษาหลายแห่งยังขาดแคลนบุคลากรครู และมีสื่อการสอนที่ไม่ทันสมัย ครูและผู้บริหารละทิ้งโรงเรียน การบริหารงานบุคคลไม่ยุติธรรมโปร่งใส

144 total views, no views today

 

‘บิ๊กน้อย’ติดปีกพัฒนาคุณภาพครูไทยเสริมด้วยระบบ TEPE online

ปฏิรูป นโยบายของการศึกษาไทย

รมช.ศธ. เตรียมติดปีกบุคลากร”แม่พิมพ์”ของชาติ ด้วยการเสริมระบบ TEPE online พัฒนาคุณภาพครู โดยลงไปกำกับดูแลใกล้ชิด ด้วยการมอบนโยบายการพัฒนาครู เน้นการสอนให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน และเสริมวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพที่ได้รับการยกย่อง เสริมด้วยการยกคุณภาพชีวิตให้ครูสอดคล้องกับเศรษฐกิจ…

ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ แจ้งวัฒนะ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานมอบนโยบายการพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยยึดถือภารกิจและพื้นที่ปฏิบัติงานเป็นฐาน ด้วยระบบ TEPE online โดยมี ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) นางสุจิตรา พัฒนะภูมิ รองเลขาธิการ ก.ค.ศ. ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานกรรมการคุรุสภา รศ.ดร. บัญชา ชลาภิรมย์ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1และ ข้าราชการกระทรวงศึกษาฯเข้าร่วมพิธี

พล.อ.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีนโยบายเร่งด่วนเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา โดยทบทวนหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนพัฒนากระบวนการคิด วิเคราะห์ รวมทั้งปลูกฝังในเรื่องค่านิยมหลัก 12 ประการ มีความสามารถรอบด้านทั้งทางร่างกายและสังคม ซึ่งในส่วนนี้ยังเล็งเห็นเพิ่มเติมว่า จะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมให้วิชาชีพครู เป็นวิชาชีพชั้นสูงในสังคม เป็นบุคลากรที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม มีภูมิความรู้และทักษะในการสื่อสารถ่ายทอดความรู้ที่เหมาะสม ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีสอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมไทยในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ การจะเลื่อน วิทยฐานะของข้าราชการครู จึงเป็นทางเลือกสำคัญ ที่จะช่วยให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีโอกาสพัฒนาต่ออย่างมั่นคง ทั้งทางหน้าที่การงานและรายได้ โดยเฉพาะการที่ กคศ.ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธิการในการขอมีหรือขอเลื่อนวิทยฐานะใหม่ ที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งวิธีเป็นทางเลือก ที่เรียกว่าหลักเกณฑ์ในการทำข้อตกลงการพัฒนางาน

พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า ครู 90กว่าเปอร์เซ็นต์ ส่งผลงานแล้วก็ตก เพราะว่าครูสพฐ.หรือครูระดับประถมและมัธยมของเราไม่มีความถนัดในการทำผลงานรูปแบบของงานวิจัยและพัฒนาแต่ถนัดที่จะทำงานในพื้นที่ปฏิบัติงานได้แก่ โรงเรียนและเขตพื้นที่มากกว่า กคศ.จึงกำหนดหลักเกณฑ์นี้มาให้โอกาสครูทำข้อตกลงการพัฒนางานของตนเอง ทำงานในพื้นที่ปฏิบัติงานของตนเอง ประเมินในพื้นที่ปฏิบัติงานของตนเอง และที่สำคัญประเมินที่ความสำเร็จและคุณภาพที่เกิดกับนักเรียนในความรับผิดชอบของตนเอง เชื่อมั่นว่าครูของเราทำได้และทำได้ดี ตลอดจนเกิดประโยชน์กับนักเรียนโดยตรงอย่างแน่นอน แต่การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์และวิธีการใหม่นี้ กคศ.ได้กำหนดให้ครูที่จะขอทำข้อตกลงการพัฒนางานจะต้องผ่านการพัฒนาตามที่ส่วนราชการ (สพฐ) กำหนด 2 ส่วนก่อน ได้แก่ O ส่วนที่1 การพัฒนาความรู้ความสามารถเชิงทฤษฎี O ส่วนที่2 การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดหลักสูตรในการพัฒนาความรู้ความสามารถเชิงทฤษฎีมาไว้ในระบบ TEPE Online โดยครูทั่วประเทศสามารถเข้าสู่ระบบการพัฒนาได้ โดยไม่ต้องไปอบรมในสถานที่อื่นๆนอกพื้นที่การปฏิบัติงาน เป็นการพัฒนาที่สามารถพัฒนาตนเองได้ทุกคน ทุกสถานที่และทุกเวลา ไม่ต้องจ่ายเงินลงทะเบียนใดๆ ทั้งสิ้น

“ที่สำคัญไม่ต้องละทิ้งห้องเรียน และครูยังมีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นตามภารกิจที่ตนเองรับผิดชอบอีกด้วย จึงเป็นการคืนความสุขให้ครู คืนความสุขให้นักเรียน ประชาชนและสังคมอย่างแท้จริง และเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของการเดินหน้าประเทศไทยในด้านการจัดการศึกษาของรัฐบาล”พล.อ.สุรเชษฐ์กล่าว

ด้านดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า คุณภาพการศึกษาระดับประเทศอยู่ในระดับที่ต้องพัฒนา และเมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ย้อนหลังพบว่า คุณภาพผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีเหตุปัจจัยของปัญหาที่สำคัญคือ ครูไม่มีโอกาสจัดการเรียนการสอนได้เต็มเวลา เต็มหลักสูตร เนื่องจากข้าราชการครูต้องเข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพตามระบบ เช่น เมื่อครูทำงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและนำผลงานนั้นไปนำเสนอขอตำแหน่งใหม่ เมื่อผ่านการประเมินแล้วก่อนเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ต้องเข้ารับการพัฒนาด้วยการประชุมอบรมก่อนแต่งตั้งจำนวน 5–6 วัน และเมื่อมีข้าราชการครูสอบเปลี่ยนตำแหน่งสายงานใหม่ จากครูผู้สอนไปสู่ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา ต้องเข้ารับการอบรมก่อนเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ จำนวน 23 วันทำการ และการเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษาของข้าราชการครู เมื่อสอบผ่านก่อนได้รับการบรรจุแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่ง ต้องเข้ารับการอบรมปฏิบัติการเป็นเวลา จำนวน 45 วัน ซึ่งนอกจากจะเสียเวลา และละทิ้งภาระงานประจำไปเข้ารับการอบรมปฏิบัติการทางตรงแล้ว รัฐบาลยังเสียงบประมาณเพื่อการนี้อีกจำนวนไม่น้อยในแต่ละปีงบประมาณ ดังนั้น เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของทางราชการ และคืนเวลาปฏิบัติราชการในหน้าที่ให้กับข้าราชการครู สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ.จึงได้วางแผนปรับเปลี่ยนรูปการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาในรูปแบบใหม่เป็น

“การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยยึดภารกิจและพื้นที่การปฏิบัติงานเป็นฐานด้วยระบบ TEPE Online (Teahers and Educational Personnels Enhancement Based on Mission and Funtional Areas as Major) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาครู และบุคลาการทางการศึกษาที่มีระบบ และกระบวนการที่เน้นให้ครู และบุคลากรทางการศึกษาได้พัฒนาตนเองผ่านระบบออนไลน์ ที่สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา”นายกมลกล่าว และว่าโดยระบบ TEPE Online ประกอบด้วยส่วนของการพัฒนาตนเอง และส่วนการรับรองความรู้ โดยเริ่มจากความต้องการในการพัฒนาตนเองตามวัตถุประสงค์การพัฒนา เลือกหลักสูตรเพื่อศึกษาเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์การพัฒนาที่มีอย่างหลากหลายสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ และองค์ความรู้สำคัญที่จำเป็น ดำเนินการศึกษาผ่านระบบ TEPE Online ตรวจสอบผลการพัฒนา และเข้าสู่การทดสอบเพื่อรับรองความรู้จากศูนย์สอบจังหวัดที่มีอยู่ในทุกจังหวัด ด้วยกระบวนการที่ไม่ยุ่งย่าก ซับซ้อน ตลอดจนยังไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางเข้ารับการอบรมตามกระบวนการเดิมอีกด้วย

“สพฐ.เล็งเห็นว่า TEPE Online จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สามารถเรียนรู้ได้ตามความต้องการทุกสถานที่ทุกเวลาตามที่ต้องการด้วยตนเอง ทุกสถานที่ตามความพร้อม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างการปฏิบัติงานในหน้าที่อย่างมีประสิทธิผล สู่การพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น”เลขาฯสพฐกล่าว.

ที่มา : ไทยรัฐ

365 total views, no views today

 

ความก้าวหน้านโยบายการปฏิรูปการศึกษา

กระทรวงศึกษาธิการ

สรุปผลความก้าวหน้าตามนโยบายการปฏิรูปการศึกษา ภายใต้การบริหารงานของพลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

  1. ความก้าวหน้านโยบาย
    ด้านการปฏิรูปการศึกษา

1) ยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษา

กระทรวงศึกษาธิการ เป็นองค์กรหลักที่มุ่งจัดและส่งเสริมการศึกษาให้ประชาชนมีความรูความสามารถ มีคุณภาพและศักยภาพในการพัฒนาตนเองเสริมสร้างสังคมคุณธรรม พัฒนาสังคมฐานความรูและสามารถยืนหยัดในเวทีโลกบนพื้นฐานของความเป็นไทย

โดยมีการจัดระเบียบบริหารราชการในส่วนกลาง เพื่อทำหนาที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและกำกับดูแลการศึกษาทุกระดับและทุกประเภทการศึกษา กำหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา สนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา ส่งเสริมและประสานงานการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และการกีฬาเพื่อการศึกษา ติดตามตรวจสอบและประเมินผล

แต่จากการปฏิบัติราชการพบสภาพปัญหาที่เป็นอุปสรรคสำคัญคือ การกระจายโอกาสทางการศึกษายังไมเป็นธรรมและทั่วถึง เกิดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงบริการการศึกษา มาตรฐานและการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในทุกระดับกำหนดจากส่วนกลาง

ซึ่งไมสอดคลองกับสภาพปัจจุบันและความแตกต่างของแต่ละท้องถิ่น การส่งเสริมการจัดการศึกษายังไมเหมาะสมกับการศึกษาแต่ละระดับและประเภท นโยบายการผลิตผู้สำเร็จการศึกษาไมสอดคลอง กับทิศทางความต้องการของตลาดแรงงานนโยบายการบริหารจัดการศึกษาขาดความต่อเนื่องและชัดเจน เนื่องจากมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

โครงสร้างการจัดระเบียบบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการยังไมสอดคลองกับภารกิจและไมเป็นเอกภาพ การตัดสินใจการบริหารและจัดสรรงบประมาณรวมศูนย์กลางไว้ในส่วนกลาง สถานศึกษาที่มีคุณภาพและมาตรฐานมีปริมาณไม่เพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการในทุกระดับและทุกสาขาวิชา

ดังนั้น จากสภาพปัญหาอุปสรรคต่างๆ จึงเป็นกรอบกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปการศึกษา ดังนี้

1. เพิ่มและสร้างโอกาสทางการศึกษาในสังคมไทยอย่างเท่าเทียม

2. ปฏิรูปการเรียนรู้และยกระดับคุณภาพการศึกษา

3. เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และส่งเสริมการวิจัยพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

4. ผลิตและพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพ

5. ปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

6. พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาให้ทันสมัย

2) เป้าหมายการปฏิรูปการศึกษา

กระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจหน้าที่จัดและส่งเสริมการจัดการศึกษาของชาติ ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ และการพัฒนาประเทศโดยรัฐบาลมุ่งจัดให้มีการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ โดยให้ความสำคัญทั้งการศึกษาในระบบและการศึกษาทางเลือกไปพร้อมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ

1. สร้างคุณภาพคนไทยให้สามารถเรียนรู้ พัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ ประกอบอาชีพและดำรงชีวิตได้ ด้วยความใฝ่รู้และทักษะที่เหมาะสม

2. คนไทยเป็นคนดีมีคุณธรรม

3. สร้างเสริมคุณภาพการเรียนรู้ เพื่อสร้างสัมมาชีพในพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนากำลังคนให้เป็นที่ต้องการเหมาะสมกับพื้นที่

สำหรับกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหน่วยงานดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ ได้กำหนดจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายหลักของการปฏิรูปการศึกษาไว้ คือ สร้างระบบการศึกษาของไทยเป็นที่ยอมรับและเกิดความมั่นคงยั่งยืน  สร้างโอกาสทางการศึกษาในสังคมไทยอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม ยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ได้มาตรฐานสากล  ยกสถานะวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ครูเป็นแบบอย่างที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และบูรณาการการปฏิบัติราชการทุกระดับเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกันและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล

3) ผลการดำเนินงานที่สำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา

กระทรวงศึกษาธิการได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการปฏิรูปการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2557 โดยมีองค์ประกอบ ดังนี้

คณะที่ปรึกษา ประกอบด้วย นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์  – นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์  – นายตวง อันทะไชย  – นางทิชา ณ นคร นายมีชัย วีระไวทยะ

คณะกรรมการ  โดยมีพลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกรรมการ นายกฤษณพงศ์  กีรติกร และพลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธานกรรมการ โดยมีกรรมการอีก 21 คน เช่น – พลเอก สุทัศน์  กาญจนานนท์กุล  – นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ – นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา  – นายวิจารณ์ พานิช  – นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์  – นายสมชัย ฤชุพันธุ์ – นางประภาภัทร นิยม – นายวรากรณ์ สามโกเศศ  – นางสิริกร มณีรินทร์  – นายนคร ตังคะพิภพ  – นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ – นายอมรวิชช์ นาครทรรพ  – นายสมพร ใช้บางยาง  – นางสุทธศรี วงษ์สมาน – นายแพทย์กำจร ตติยกวี – นายกมล  รอดคล้าย  – นายชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์ – นายพินิติ รตะนานุกูล เป็นกรรมการและเลขานุการ  – นายประวิต เอราวรรณ์  นายชาญ ตันติธรรมถาวร และนายเฉลิมชนม์  แน่นหนา เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าว มีหน้าที่จัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อปฏิรูปด้านการศึกษา เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับด้านการศึกษาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มอบหมายบุคคลหรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการตามที่เห็นสมควร รวมทั้งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงานเพื่อดำเนินงานตามที่ได้รับมอบหมาย

คณะกรรมการดังกล่าว ได้ประชุมครั้งแรกไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ โดยที่ประชุมได้หารือถึงกรอบการปฏิรูปการศึกษา เพื่อต้องการให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นนโยบายพื้นฐานของทุกรัฐบาล ที่ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ควรดำเนินการตามกรอบ เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาของไทยเกิดความต่อเนื่อง ยั่งยืน และไม่ถูกแทรกแซงจากระบบการเมือง ทั้งยังเห็นพ้องในหลักการว่าควรมี คณะกรรมการระดับชาติ เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการปฏิรูปการศึกษา ทั้งระยะเร่งด่วน (1 ปี) ระยะปานกลาง (1-3 ปี) และระยะยาว (5-10 ปี)

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ ในคณะกรรมการชุดนี้ 7 คณะ เพื่อเป็นกลไกการดำเนินงานกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อาทิ คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาระบบงบประมาณและทรัพยากรเพื่อการศึกษา, คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการและการติดตามประเมินผล, คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายการศึกษา, คณะอนุกรรมการด้านการกระจายอำนาจ, ด้านการปฏิรูปหลักสูตร ด้านการผลิตและพัฒนาครู เป็นต้น

ประการสำคัญ คือ ได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการปฏิรูประบบการเรียนรู้สู่ผู้เรียน (Education Reform Lab & Coaching Lab) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ดำเนินการเพื่อนำร่องการกระจายความรับผิดชอบ (หรือกระจายอำนาจ) ลงสู่เขตพื้นที่การศึกษา เป็นเวลา 3ปีต่อเนื่อง (พ.ศ.2558-2560) ในเขตพื้นที่การศึกษา 20 เขตๆ ละ 15 โรงเรียน ครอบคลุมโรงเรียนแกนนำซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีผลการเรียนรู้ต่ำเป็นกลุ่มเป้าหมายการดำเนินงาน รวมทั้งสิ้น 300 โรง โดยให้แต่ละเขตพื้นที่การศึกษาวิเคราะห์สถานภาพและตั้งโจทย์การพัฒนาโรงเรียนดังกล่าว พร้อมทั้งจัดให้มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน (Reform Lab) และปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน (Coaching Lab) จากนั้นจึงจะร่วมกันเลือกประเด็นปัญหาสำคัญที่ต้องการแก้ไข เพื่อให้คณะทำงาน พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และนักประเมินผลติดตามความก้าวหน้าเป็นระยะทุกๆ 3 เดือน และ 6 เดือนต่อไป

ทั้งนี้ จะมีการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 7 มกราคม 2558 ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นการวางรากฐานที่ดีต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาในด้านต่างๆ ของประเทศอย่างยั่งยืน จึงจะให้มีการประชุมหารือร่วมกันมากขึ้น ทั้งในส่วนของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการทั้ง 7 คณะ อาจเป็นเดือนละ 1-2 ครั้ง

ที่มา : moe

147 total views, no views today

 

ผลการดำเนินงานด้านการศึกษาในรอบ 3 เดือน และทิศทางการดำเนินงานด้านการศึกษา

กระทรวงศึกษาธิการ

สรุปผลการดำเนินงานด้านการศึกษาในรอบ 3 เดือนของกระทรวงศึกษาธิการ (กันยายน-ธันวาคม 2557) ความก้าวหน้าตามนโยบายการปฏิรูปการศึกษา และทิศทางการดำเนินงานด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การบริหารงานของพลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

  1. การดำเนินงานด้านการศึกษาช่วงที่ผ่านมาของรัฐบาล

จากการที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557 โดยได้กำหนดนโยบายไว้ 11 ด้าน เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2557 มาตรา 19  ที่ระบุให้รัฐบาลมีหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน และส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ

330 total views, no views today